หยุดความเชื่อ "ครูต้องเสียสละ" ครูก็เป็นคน เหนื่อยเป็น เครียดเป็น จะจุดประกายใคร ถ้าไฟตัวเองยังริบหรี่
แม้ 16 มกราคม จะเป็น "วันครู" วันที่ครูควรจะได้พัก แต่ครูจำนวนมากยังคงต้องเข้าร่วมพิธีการและมิหนำซ้ำบางคนยังนั่งเคลียร์งานที่คั่งค้าง ท่ามกลางคำขวัญที่ว่า "ครูจุดประกายความฝัน ผลักดันให้กล้าคิด สร้างโอกาสในชีวิตให้เด็กไทย" คำถามสำคัญที่ต้องย้อนถามคือ ครูจะมีแรงจุดประกายความฝันให้ผู้อื่นได้อย่างไร ในเมื่อไฟในตัวเองกำลังริบหรี่ลงจากแรงกดดันรอบด้าน
สถิติชี้ชัด ครูสูญเสียเวลาไปกับงานที่ไม่ได้สอน
การสำรวจโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ในปี 2562 พบว่า เกือบร้อยละ 95 ของครูไทยต้องทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ร้อยละ 58 ของครูต้องใช้เวลาไปกับงานที่ไม่เกี่ยวกับการสอนมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือเทียบเท่ากับการสูญเสียเวลาสอนไปเกือบหนึ่งวันทำงานในแต่ละสัปดาห์
สอดคล้องกับข้อมูลในปี 2557 จากการสำรวจของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ที่พบว่า ครูต้องใช้เวลากับกิจกรรมนอกห้องเรียนมากถึง 84 วันจาก 200 วันทำการ โดยเวลาเหล่านี้ถูกใช้ไปกับการประเมินต่างๆ มากถึง 43 วัน (แบ่งเป็นการประเมินผลงานและคุณภาพ 31 วัน, การประเมินคุณภาพสถานศึกษาภายนอก 9 วัน, การประเมินเลื่อนวิทยฐานะ 2 วัน และโครงการอื่นๆ 12 วัน) นอกจากนี้ยังต้องสูญเสียเวลาไปกับการแข่งขันวิชาการและการฝึกอบรมอีกนับเดือน
วิกฤตโรงเรียนขนาดเล็ก เมื่อครู 1 คน ต้องเป็นทุกอย่าง
สถานการณ์ยิ่งวิกฤตในโรงเรียนขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากร เสียงสะท้อนจากครูท่านหนึ่งระบุว่า "ต้องเป็นทั้งหัวหน้าวิชาการ หัวหน้ากลุ่มสาระ หัวหน้างานหลักสูตร และหัวหน้างานนิเทศ แต่ละงานก็มีงานย่อยลงไปอีก ต่างจากโรงเรียนใหญ่ที่มีคนช่วยกันทำ แต่โรงเรียนเล็กครูต้องทำคนเดียวหมด ครูบางคนเจองานที่สร้างความกดดันอย่างมาก อย่างงานการเงินและพัสดุ ที่ไม่ได้จบมาทางนี้โดยตรง แต่ต้องรับผิดชอบการจัดซื้อจัดจ้าง ทำบัญชี และลงระบบต่างๆ"
จากการสอบถามครูหลายท่าน พบว่างานนอกเหนือจากการสอนมักกินเวลาอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงต่อวัน บางครั้งทำให้ต้องอยู่ที่โรงเรียนจนถึงเวลา 17.30 น. หรือมากกว่านั้น ยิ่งในช่วงที่มีการประกวดแข่งขัน หรืองานเร่งด่วน ภาระงานจะยิ่งทวีคูณ
"ถ้าครูมีความสุขเราก็มีพลังที่จะสอนได้มากขึ้น แต่ถ้าไม่มีความสุข ไม่เตรียมการสอน การสอนก็ไม่เต็มที่ สอนไม่สนุก และแทนที่จะมีเวลาให้นักเรียนหลังเลิกเรียน ไม่ว่าจะติวหนังสือ หรือรับฟังปัญหา เราก็ต้องรีบไปทำงานเอกสารแทน ซึ่งไม่ควรเป็นแบบนี้เลย"
ผลกระทบที่ส่งตรงถึง "คุณภาพการศึกษา"
ความกดดันจากผู้บริหารและระบบบั่นทอนสภาพจิตใจครู ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษา ดังที่ ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ กรรมการและที่ปรึกษา 101 PUB ได้เปิดเผยว่า ผลคะแนน PISA ของนักเรียนไทยอายุ 15 ปี ในปี 2022 มีคะแนนต่ำสุดในรอบ 20 ปี โดยพบว่านักเรียนในโรงเรียนที่มีครูไม่เพียงพอหรือครูไม่มีเวลาสอน มีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าโรงเรียนที่ครูไม่ขาดแคลนถึง 42 คะแนน
ทางออก: เลิกใช้คำว่าเสียสละ เพื่อปกปิดความบกพร่องของระบบ
"อยากให้หยุดเชื่อเรื่องการเสียสละ คำว่าเสียสละในสิ่งที่ระบบการศึกษาควรมีให้นั่นคงสะท้อนว่าระบบไม่ปกติ ถึงต้องบีบให้ครูต้องเสียสละบางสิ่งบางอย่าง... ครูก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบนอกเหนือจากงาน การทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้อะไรตอบแทน นอกจากจะเสียสุขภาพจิตแล้ว ยังกระทบต่อคนรอบข้างด้วย เราต้องการเวลาส่วนตัวที่เป็นส่วนตัวจริงๆ บ้าง อยากให้มองเป้าหมายคือนักเรียน มองคุณค่าเป็นคนมากกว่าผลงานที่เป็นเอกสาร"
ครูหลายคนเสนอแนวทางแก้ไข ทั้งการลดภาระงานเอกสาร จัดให้มีบุคลากรสายสนับสนุนโดยเฉพาะ เพื่อให้ครูได้ทุ่มเทกับการสอนอย่างเต็มที่ เพราะหากผู้สร้างอนาคตของชาติยังต้องแบกรับภาระหนักเกินไป การจุดประกายความฝันให้เด็กๆ คงเป็นเพียงคำขวัญที่ห่างไกลความเป็นจริง
อ่านต้นฉบับได้ที่: คลิกเพื่อดูโพสต์ต้นฉบับ
