23 มี.ค. 2569เกาะติด! ประกาศผลพิจารณาย้ายครู 2569 จังหวัดสมุทรปราการ (สพป.สป. 1-2 / สพม.สมุทรปราการ) 22 มี.ค. 2569รวมลิงก์ประกาศผลการพิจารณาย้ายข้าราชการครูฯ (กรณีปกติ) ปี 2569 รอบที่ 1 ครบทุกเขตพื้นที่ทั่วประเทศ 22 มี.ค. 2569เกาะติด ประกาศผลพิจารณาย้ายครู 2569 สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) 22 มี.ค. 2569เกาะติด ประกาศผลพิจารณาย้ายครู 2569 จังหวัดอุตรดิตถ์ (สพป.อุตรดิตถ์ เขต 1-2) 22 มี.ค. 2569เกาะติด ประกาศผลพิจารณาย้ายครู 2569 จังหวัดอุดรธานี (สพป.อุดรธานี เขต 1-4 และ สพม.อุดรธานี) 22 มี.ค. 2569เกาะติด ประกาศผลพิจารณาย้ายครู 2569 จังหวัดอำนาจเจริญ (สพป.อำนาจเจริญ) 22 มี.ค. 2569โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เพชรบูรณ์ ประกาศแนวทางปฏิบัติงาน Work from Home เพื่อลดใช้พลังงาน 22 มี.ค. 2569เกาะติด ประกาศผลพิจารณาย้ายครู 2569 จังหวัดอ่างทอง (สพป.อ่างทอง) 22 มี.ค. 2569เกาะติด ประกาศผลพิจารณาย้ายครู 2569 จังหวัดหนองบัวลำภู (สพป.หนองบัวลำภู เขต 1-2) 22 มี.ค. 2569เกาะติด ประกาศผลพิจารณาย้ายครู 2569 จังหวัดหนองคาย (สพป.หนองคาย เขต 1-2 และ สพม.หนองคาย)
ข่าวการศึกษา >
การศึกษาไทยปัญหามากมายรอให้แก้

คอลัมน์ที่นี่แนวหน้า
วิภาวดี หลักสี่
การศึกษาไทยปัญหามากมายรอให้แก้
สัปดาห์นี้ “ที่นี่แนวหน้า” ขอนำเรื่องราวจากงานเสวนา “ชวนพรรคร่วมคิด พลิกห้องเรียน เปลี่ยนไทยทันโลก”ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) ร่วมกับภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP)มาบอกเล่าแก่ทุกท่าน เนื่องด้วยเหลืออีกเพียงไม่กี่เดือนก็จะถึงวันเลือกตั้งแล้ว เชื่อว่าหลายองค์กรคงจะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองไปแสดงวิสัยทัศน์ว่าจะขับเคลื่อนประเด็นต่างๆ เพื่อทำให้สังคมไทยดีขึ้นได้อย่างไร รวมถึงเวทีนี้ด้วยเช่นกัน
ภายในงานเปิดประเด็นโดย สมเกียรติตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI แบ่งปัญหาออกเป็นในระดับช่วงชั้นต่างๆ ได้แก่ 1.ปฐมวัย (ก่อนประถมศึกษา) รัฐบาลไทยลงทุนกับเด็กปฐมวัยน้อยเกินไปทั้งที่มีงานวิจัย เช่น ศ.เจมส์ เฮ็คแมน (Prof.James Heckman)นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ศึกษาพบว่า “การลงทุนในเด็กเล็กมีผลตอบแทนสูงที่สุด เฉลี่ยร้อยละ 7-8ต่อปี” เพราะทักษะที่ถูกขัดเกลาตั้งแต่เล็กๆ จะติดตัวไปตลอดชั่วชีวิตของคนคนนั้น
“เป้าหมายอย่างแรกคือลงทุนในพ่อแม่ วิธีหนึ่งที่ภาคสังคมทำได้และถ้าภาคการเมืองสนับสนุนด้วยก็จะไปได้ไกล ก็คือการทำโรงเรียนพ่อแม่ ให้พ่อแม่ได้รู้วิธีและมีทัศนคติที่ดีขึ้นในการดูแลบุตรหลานของตนเอง เรื่องที่สองคือลงทุนครูในศูนย์เด็กเล็กให้มีมาตรฐานสูงขึ้น หมายถึงมีทักษะที่จำเป็น ลงทุนสื่อการเรียนการสอนและของเล่น อย่างที่สามคือลงทุนในศูนย์เด็กเล็กที่ยังมีไม่มากพอ และที่มีคุณภาพก็ยังไม่น่าพอใจ”
ประการต่อมา 2.การศึกษาขั้นพื้นฐาน (ตั้งแต่ ป.1 – ม.3 รวมถึงสายสามัญ ม.4 – ม.6) ปัญหาของช่วงชั้นนี้ไม่เกี่ยวกับงบประมาณ “ประเทศไทยนั้นใช้จ่ายงบด้านการศึกษาลงไปกับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นสัดส่วนสูงมาก แต่อยู่ที่การบริหารจัดการ” เช่น สารพัดการประเมินที่ทำให้ครูไม่มีเวลาอยู่ในห้องเรียน ดังที่มีข้อค้นพบว่า ใน 1 ปีการศึกษาที่มีจำนวน 200 วันนั้นครูเสียเวลา 84 วัน ไปกับภารกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่การสอนหรือการเตรียมการสอน
ขณะที่โรงเรียนนั้นไม่มีอิสระในการบริหาร ต้องทำตามส่วนกลางอย่างเคร่งครัดไป เช่น เมื่อระบุว่างบประมาณซื้อตำราก็ต้องซื้อตำราเท่านั้น ไม่สามารถนำไปสนับสนุนงานด้านอื่นๆ ของโรงเรียนได้เพราะจะผิดระเบียบราชการ แม้ว่าในเวลานั้นตำราเรียนที่มีก็ยังพร้อมใช้งานอยู่ไม่จำเป็นต้องซื้อเลยก็ตาม ทางออกคือต้องกระจายอำนาจซึ่งทำได้หลายรูปแบบ อาทิ ทำโรงเรียนที่พร้อมให้เป็นนิติบุคคลดูแลตัวเอง หรือโอนย้ายไปขึ้นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือเน้นการให้งบใช้จ่ายทั่วไปที่ยืดหยุ่นกว่างบเจาะจง
3.อาชีวศึกษา (ปวช. - ปวส.) แม้รัฐบาลจะบอกว่าอยากให้อาชีวศึกษามีเกียรติมีศักดิ์ศรี แต่ก็พบว่า“สื่อการเรียนการสอนมักอยู่ในสภาพเก่าล้าสมัยไม่สอดคล้องกับภาคการผลิตจริง” ปัญหาคือรัฐบาลไทยลงทุนฝั่งอาชีวศึกษาน้อยเกินไป แต่มีทางออกที่เหมาะสมคือ “ต้องส่งเสริมให้สถาบันอาชีวศึกษาต่างๆ จับมือกับสถานประกอบการจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาคีให้มากขึ้น” เรียนทฤษฎีในห้องเรียนแล้วไปฝึกปฏิบัติในที่ทำงานจริง
“ถ้าจะให้อาชีวะไทยเท่าสิงคโปร์ TDRI เคยวิจัยแล้วพบว่าต้องลงทุนเพิ่มปีละ 4 หมื่นล้านบาท เป็นเงินมหาศาล อาจจะทำได้ไม่พร้อมกันทั้งประเทศ อาจจะเริ่มทำเป็นบางแห่งก่อน ที่สำคัญคือต้องทำให้อาชีวะทวิภาคีแพร่หลาย วิธีหนึ่งคือตั้งสภาอาชีวะทวิภาคีที่มีกรรมการจากรัฐและเอกชน แต่ให้เอกชน เช่น สภาหอการค้าสภาอุตสาหกรรม นำแล้วให้หน่วยงานรัฐหนุนเสริม เข้าไปช่วยจัดงบประมาณ”
ประการที่ 4.ระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) และการเรียนรู้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างหลังนั้นจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วและมนุษย์มีอายุขัยยืนยาวขึ้น หากไปดูเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างสิงคโปร์ มีหลักสูตรให้ประชาชนเรียนรู้ต่อเรื่อง 24,000 หลักสูตร ส่วนไทยมีเพียง 3,000 หลักสูตร นอกจากนี้สำหรับประเทศไทยยังไม่เอื้อต่อการที่คนวัยทำงานจะไปเรียน
ยังไม่นับว่าจำนวนมากเน้นเพียงทักษะพื้นฐานที่มีแนวโน้มถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยี ซึ่งสิงคโปร์นั้นมีการลงทุนแจกคูปองคนละ 500 เหรียญสิงคโปร์ให้ประชาชนนำไปแลกคอร์สเรียนสิ่งต่างๆ ที่แต่ละคนอยากรู้ ส่วนมหาวิทยาลัยไทยก็ต้องมีความเป็นอิสระมากขึ้น การควบคุมมากเกินไป ดังล่าสุดกรณีกรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องเปิดเผยทรัพย์สินนั้นอาจทำให้สูญเสียบุคลากรที่มีศักยภาพไป
ส่วนในช่วงให้ตัวแทนพรรคการเมืองแสดงความคิดเห็นนั้น หลายพรรคจะเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือ 1.กระจายอำนาจ ให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหาร เช่น กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยกตัวอย่างการทดลองกับโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.พิษณุโลก นำครูชาวฟิลิปปินส์เข้าไปสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่อนุบาล 1 พบว่าหลายปีผ่านไปพัฒนาการของเด็กทั้งโรงเรียนด้านภาษาอังกฤษดีขึ้น ซึ่งปัจจัยมาจากการเรียนแบบเน้นสื่อสารจริงๆ แต่ครูภาษาอังกฤษชาวไทยนั้นทักษะยังไม่ดีเท่าที่ควร
เช่นเดียวกับ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ตัวแทนจากพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่ยกตัวอย่างโรงเรียนในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มีการทดลองนำฝรั่งตะวันตกเข้าไปสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียน ก็พบว่าเด็กในโรงเรียนใช้ภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น ฉะนั้นต้องกระจายอำนาจด้านการจัดการศึกษา เพราะที่ผ่านมาปัญหาเกิดจากกระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจสั่งการโรงเรียนมากเกินไป
รวมทั้ง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ที่ยกตัวอย่าง บ้านสามขา จ.ลำปาง ซึ่งโรงเรียนและชุมชนพยายามค้นหาความรู้ที่จะทำให้ผู้คนมีอาชีพที่มั่นคง ไม่ต้องออกไปหางานทำในเมืองแล้วทิ้งคนชราไว้อยู่ลำพัง เช่น การเก็บรักษาเห็ดป่าที่ชาวบ้านเข้าไปหามาได้ทำอย่างไรจะเก็บได้นาน หรือจะทำอย่างไรให้จำนวนเห็ดพอเพียงกับทุกครอบครัว
กับ 2.การทำให้กระทรวงศึกษาธิการปลอดการเมือง เรื่องนี้ เอนก จากพรรครวมพลังประชาชาติไทย และ กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่เสนอแนะว่ากระทรวงศึกษาธิการไม่ควรอยู่ในเงื่อนไขโควตาทางการเมือง คนที่มาเป็นรัฐมนตรีต้องเป็นผู้เข้าใจงานด้านการศึกษา และมีเวลาทำงานอย่างต่อเนื่องอย่าเป็นแบบที่ผ่านมาที่ 20 ปี มีรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการถึง 21 คน
นอกจากนี้ยังมีความเห็นในประเด็นอื่นๆ เช่นสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มองว่าการศึกษาไม่ใช่งานของกระทรวงศึกษาธิการฝ่ายเดียวต้องรวมเป็นกลุ่มกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงแรงงาน พะโยม ชิณวงศ์ ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นห่วงการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัยสำหรับคนวัยทำงาน เพราะไม่ค่อยถูกพูดถึงหากเทียบกับการศึกษาในระบบ และ กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ตัวแทนจากพรรคอนาคตใหม่ เห็นว่าต้องแก้ไขวัฒนธรรมบางอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างคนที่สามารถคิดวิเคราะห์และคิดสร้างสรรค์
ทั้งหมดนี้คือปัญหาและข้อเสนอจากพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งไม่ว่าพรรคไหนจะได้รับการเลือกตั้ง ประชาชนก็อย่าลืมไปทวงถามติดตามด้วยแล้วกัน!!!
ขอบคุณเนื้อหาและข้อมูลข่าวจาก :: หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันเสาร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 02.00 น.
