22 มี.ค. 2569รวมลิงก์ประกาศผลการพิจารณาย้ายข้าราชการครูฯ (กรณีปกติ) ปี 2569 รอบที่ 1 ครบทุกเขตพื้นที่ทั่วประเทศ 22 มี.ค. 2569เกาะติด ประกาศผลพิจารณาย้ายครู 2569 สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) 22 มี.ค. 2569เกาะติด ประกาศผลพิจารณาย้ายครู 2569 จังหวัดอุตรดิตถ์ (สพป.อุตรดิตถ์ เขต 1-2) 22 มี.ค. 2569เกาะติด ประกาศผลพิจารณาย้ายครู 2569 จังหวัดอุดรธานี (สพป.อุดรธานี เขต 1-4 และ สพม.อุดรธานี) 22 มี.ค. 2569เกาะติด ประกาศผลพิจารณาย้ายครู 2569 จังหวัดอำนาจเจริญ (สพป.อำนาจเจริญ) 22 มี.ค. 2569โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เพชรบูรณ์ ประกาศแนวทางปฏิบัติงาน Work from Home เพื่อลดใช้พลังงาน 22 มี.ค. 2569เกาะติด ประกาศผลพิจารณาย้ายครู 2569 จังหวัดอ่างทอง (สพป.อ่างทอง) 22 มี.ค. 2569เกาะติด ประกาศผลพิจารณาย้ายครู 2569 จังหวัดหนองบัวลำภู (สพป.หนองบัวลำภู เขต 1-2) 22 มี.ค. 2569เกาะติด ประกาศผลพิจารณาย้ายครู 2569 จังหวัดหนองคาย (สพป.หนองคาย เขต 1-2 และ สพม.หนองคาย) 22 มี.ค. 2569เกาะติด ประกาศผลพิจารณาย้ายครู 2569 จังหวัดสุรินทร์ (สพป.สุรินทร์ เขต 1-3 และ สพม.สุรินทร์)
ข่าวการศึกษา >
ไม่ลดข้าราชการ เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

เปิดวิสัยทัศน์ "ปกรณ์ นิลประพันธ์" เลขาธิการ ก.พ.ร. คนใหม่ล่าสุด กับการทำงานยกเครื่องระบบราชการให้ทันสมัย
************
โดย...ปริญญา ชูเลขา องค์กรภาครัฐที่มีความสำคัญอันดับหนึ่งในการนำพาการปฏิรูประบบราชการ คือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และในยุคเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลดิจิทัล
ปกรณ์ ตั้งเป้าว่าภารกิจแรกในการเป็นรัฐบาลดิจิทัล คือ จะต้องรื้อระบบตัวชี้วัดผลงานหรือความดีความชอบใหม่ โดยทุกกระทรวง ทบวง กรม ต้องมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การทำงานต้องทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น ด้วยการยกเลิกระบบการทำงานแบบเดิมๆ
สำหรับตัวชี้วัด หรือ Key Performance Indicator : KPI จากเดิมที่ยึดกระบวนการทำงาน แต่ระบบใหม่จะเน้นผลสัมฤทธิ์ หรือ Outcome ตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรม เช่น ภารกิจแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือ ความยากจน เป้าหมายในปี
“ระบบใหม่จะต้องมีตัวชี้วัดให้เห็นชัดเจนว่าคนจนลดลงไปเท่าไรอย่างไร หรือประชาชนประกอบอาชีพสร้างรายได้ไปเท่าไรต่างหาก หรือภารกิจลดอุบัติเหตุของหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบ ต้องเลิกเอาตัวเลขหรือจำนวนคนตายมานำเสนอ
ขณะที่ภารกิจที่สองของ ก.พ.ร. คือ การบูรณาการฐานข้อมูลเดียวกันเพื่อนำไปสู่การเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Government โดย ก.พ.ร.เป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือเรียกโดยย่อว่า ดีจีเอ เบื้องต้นการจะดำเนินการหรือนโยบายใดทาง ก.พ.ร.จะเริ่มปฏิบัติจนสำเร็จก่อน จากนั้นจึงนำไปขยายผลให้หน่วยราชการปฏิบัติตาม โดยเน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เช่น นโยบายการลดใช้กระดาษ ในเรื่องการส่งหนังสือเวียนชี้แจง หรือเรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ต่อไปอาจใช้ระบบคิวอาร์โค้ดมาใช้แทนการเดินหนังสือ หรือข้อมูลบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน
ทั้งนี้ทุกหน่วยงานต้องมีฐานข้อมูลเชื่อมโยงกันโดยประชาชนไม่จำเป็นต้องถ่ายสำเนาบัตรประชาชน หรือทำเบียนบ้านมาจากบ้านเพื่อมายื่นคำร้องให้สิ้นเปลืองกระดาษ หรือคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายเดิมจะต้องส่งเอกสารประวัติและข้อมูลข้าราชการเป็นแฟ้ม ที่เรียกในภาษาราชการว่า กคช.7 เป็นเอกสารที่ต้องไปยื่นให้หน่วยงานต้นสังกัดด้วยตัวเองต่อไปอาจส่งผ่านอีเมลแทน ดังนั้นอนาคตรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์เลขบัตรประชาชน 13 หลัก คือ กุญแจสำคัญในการให้ หรือ รับบริการภาครัฐทุกหน่วยงาน
“รัฐบาลดิจิทัล คือ การเชื่อมโยงข้อมูลกันและกัน เช่น เรื่องร้องเรียนการทำงานของหน่วยงานรัฐ ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน หรือร้องทุกข์เรื่องทุจริต ระบบต้องมีการเชื่อมโยงกันได้ว่าเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามาแล้วไปอยู่ที่หน่วยงานไหน กรม หรือใครกำลังทำอยู่ หรือจะใช้เวลาเท่าไรในการชี้แจง ในทุกขั้นตอนต้องสามารถอธิบายหรือให้คำตอบแก่ประชาชนได้ ซึ่งระบบดังกล่าวอาจเป็นแอพพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ โดยมีเลขรหัสบัตรประชาชนเพียงใบเดียวสามารถรับบริการได้ เหมือนกับที่เราใช้บริการขนส่งสินค้าของบริษัทเอกชน เพียงคีย์เลขส่งของก็สามารถรู้ได้เลยว่าของหรือสินค้าที่สั่งซื้อไป ตอนนี้ที่กำลังส่งอยู่ตรงไหนและจะมาถึงมือเราตอนกี่โมงหรือวันไหน” ปกรณ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม อยากสื่อสารถึงข้าราชการ 3 ล้านคนทั่วประเทศว่าการไปสู่รัฐบาลดิจิทัลไม่ได้ลดจำนวนข้าราชการ หรือลดอำนาจหน่วยงานภาครัฐลงแต่อย่างใด ทาง ก.พ.ร.ต้องการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ประชาชน อย่างเช่น นโยบายลดกระดาษ ประโยชน์ คือ ลดการทุจริต เพราะเหตุใดการขอใบอนุญาตหรืออนุมัติ ต้องสร้างภาระการลงนามเซ็นเอกสารเป็นตั้งๆ ที่ต้องผ่านหลายโต๊ะหรือหลายคนรับผิดชอบไปทำไมเพียงเพื่อได้ลายเซ็นลงบนเอกสาร
ระบบใหม่นี้เพียงคลิกเดียวสามารถรู้ได้ทันทีว่าเรื่องที่ขออนุญาตหรืออนุมัติได้ดำเนินการไปถึงไหนอย่างไร เรื่องนี้นับว่าสำคัญมากเพราะจะเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นจากการใช้อำนาจหน้าที่ เพราะระบบ หรือเทคโนโลยีจะมาช่วยตรวจสอบและสร้างความโปร่งในการทำงานของภาครัฐ
เลขาธิการ กพร.อธิบายอีกว่า การขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ก.พ.ร.จะเป็นเหมือน Government Lab นำร่องระบบใหม่ เช่น หลักการบริหารราชการ 76 จังหวัดกำหนดจำนวนรองผู้ว่าราชการจังหวัดตามขนาดของจังหวัดใหญ่ กลางและเล็ก 2,3, 4 หรือ 5 คนตามลำดับ ระบบใหม่ควรกำหนดตามภารกิจที่เห็นชัดเจน คือ จ.ภูเก็ต มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเพียง 2 คน แต่กลับเป็นจังหวัดที่มีภารกิจมากมายสร้างรายได้เป็นอันดับหนึ่งในภาคใต้ จึงควรเพิ่มตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด 3-4 คน ดังนั้นระบบการบริหารแบบแท่งควรปรับเปลี่ยนให้เกิดการบูรณาการภายในและบริหารในแนวราบมากขึ้น
สำหรับตัวอย่างที่ ก.พ.ร.จะนำร่องให้เห็นเป็นรูปธรรม คือ ขณะนี้ ก.พ.ร.ได้รับมอบหมายภารกิจจำนวนมากการบริหารภายในองค์กรมี 10 หน่วยงาน ซึ่งบางภารกิจจำเป็นต้องเพิ่มกำลังคนและงาน ดังนั้นหัวหน้าหน่วยงานต้องชาญฉลาดในการคลี่กำลังคนจากหน่วยหนึ่งไปอีกหน่วยหนึ่ง เพื่อตอบสนองภารกิจใหม่ที่สำคัญกว่า ซึ่งแนวทางดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหม่ที่จะนำมาใช้ในระบบราชการ โดยให้หัวหน้าส่วนราชการออกเป็นคำสั่งหรือหนังสือเวียนภายใน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานได้
“ที่ผ่านมาการทำงานภายในไม่อาจบูรณาการได้ เพราะไม่ได้ใช้อำนาจภายในเพื่อให้เกิดความคล่องตัวจริงๆ เรามักจะอ้างว่าทำไม่ได้เพราะติดข้อกฎหมายโน้นนี่ ซึ่งเราควรเลิกใช้ระบบ One-size-fits-all ได้แล้ว ต้องคิดว่าจะเพิ่มผลงานและประสิทธิภาพได้อย่างไร” ปกรณ์ กล่าว
นอกจากนี้ สิ่งสำคัญในการเป็นรัฐบาลดิจิทัล คือ ก.พ.ร.จะนำการปฏิรูปได้อย่างไร ดังนั้นสิ่งใดที่ ก.พ.ร.ทำไม่ได้จะไม่ให้คนอื่นทำ เพราะ ก.พ.ร. คือ หน่วยงานนำการพัฒนาเพราะถ้าทำไม่ได้ย่อมไม่มีใครเชื่อถือ ดังนั้นบทบาท ก.พ.ร.ยุคใหม่จะเป็น “พี่เลี้ยง” ไม่ใช่ “คนสั่งการ” โดยจะเน้นการสร้างความร่วมมือ และขอยืนยันว่าระบบดิจิทัลหรือเทคโนโลยีเข้ามาจะไม่ทำให้คนล้นงานอย่างแน่นอน แต่เราจะนำไอทีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน
ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เมื่อแก่ตัวลงไปร่างกายย่อมเสื่อมถอยและย่อมต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากการรักษาพยาบาลทั้งการดูแลสุขภาพหรือยารักษาโรค หรือข้าราชการบางคนยังต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูบุตรหลาน หรือภาระหนี้สินที่ยังใช้หนี้ไม่หมด เช่น บ้าน คอนโด หรือรถยนต์ เป็นต้น
ดังนั้นเงินเกษียณอายุราชการ บำเหน็จ หรือ บำนาญอาจไม่เพียงพอต่อการยังชีพ จึงจำเป็นที่ ก.พ.ร.ต้องหาวิธีการในการสร้างหลักประกันในชีวิตหลังเกษียณแก่เพื่อข้าราชการกว่า 3 ล้านคน ทาง ก.พ.ร.เตรียมจัดโครงการ อาทิ จะสร้างความรู้ด้านการเงินการออมพร้อมๆกับเสริมความรู้และทักษะการประกอบอาชีพหลังเกษียณอายุราชการด้วยเพื่อจะได้ไปประกอบอาชีพหรือหารายได้เลี้ยงตัวเองในช่วงเวลาที่เหลือ
“ผมไม่อยากเห็นเพื่อนชีวิตข้าราชการต้องน่าสงสารในตอนบั่นปลายชีวิต เพราะช่วงหนุ่มสาวรับราชการใหม่ๆ ก็กู้หนี้ยืมสินมาเยอะหลังเกษียณไปแล้วยังใช้หนี้ไม่หมดเลย แล้วแบบนี้จะใช้ชีวิตหลังเกษียณในยุคสังคมผู้สูงอายุได้อย่างไร ดังนั้น ก.พ.ร.จะเป็นหน่วยงานหลักหาแนวทางรับมือสังคมผู้สูงอายุ เพราะเมื่อข้าราชการเกษียณไปแล้วก็คือประชาชนคนหนึ่งที่เราต้องดูแล” ปกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย
ขอบคุณเนื้อหาและข้อมูลข่าวจาก :: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 18:58 น.
