02 พ.ค. 2569เกาะติด! ลิงก์ประกาศรับสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2569 02 พ.ค. 2569เกาะติด! ลิงก์ประกาศรับสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ จังหวัดเชียงราย ปี 2569 02 พ.ค. 2569เกาะติด! ลิงก์ประกาศรับสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ จังหวัดชุมพร ปี 2569 02 พ.ค. 2569เกาะติด! ลิงก์ประกาศรับสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ จังหวัดชัยภูมิ ปี 2569 02 พ.ค. 2569เกาะติด! ลิงก์ประกาศรับสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ จังหวัดชัยนาท ปี 2569 02 พ.ค. 2569เงินเดือน 21,780 บาท! ว.การอาชีพพรหมคีรี เปิดรับสมัครครู 1 อัตรา (สมัคร 14-20 พ.ค. 69) 02 พ.ค. 2569เกาะติด! ลิงก์ประกาศรับสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ จังหวัดชลบุรี ปี 2569 01 พ.ค. 2569เกาะติด! ลิงก์ประกาศรับสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ จังหวัดฉะเชิงเทรา ปี 2569 01 พ.ค. 2569เกาะติด! ลิงก์ประกาศรับสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ จังหวัดจันทบุรี ปี 2569 01 พ.ค. 2569เกาะติด! ลิงก์ประกาศรับสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ จังหวัดขอนแก่น ปี 2569
ข่าวการศึกษา >
เอ็กซ์เรย์ "คูปองพัฒนาครู"

งานฟ้องรายวัน!!ผ่านสื่อโซเชียลกับสารพัดปัญหาการอบรมพัฒนาครู ในโครงการพัฒนาครูครบวงจรรูปแบบใหม่ แจกคูปองในวงเงิน 10,000 บาทต่อคนต่อปีงบประมาณ ของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ที่จัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ระบบการลงทะเบียนไม่สมบูรณ์ ไม่รองรับความต้องการครู หน่วยจัดอบรมที่ไม่ทำตามเงื่อนไข เลื่อนวันไม่แจ้งล่วงหน้า พื้นที่จัดอบรมไม่ครอบคลุมต้องเดินทางไกล ปัญหาการเบิกจ่ายเงิน ไปจนถึงมีการจ่ายเงินถอนเพื่อจูงใจให้ครูเลือกเข้ารับการอบรมหลักสูตรนั้นๆ
เรียกได้ว่า..พอเปิดให้ครูลงทะเบียนออนไลน์ช้อปปิ้งคอร์ส ปัญหาก็ผุดตามมาให้แก้ไม่หวาดไม่ไหว ปีงบประมาณ 2560 เป็นปีแรกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับอนุมัติงบประมาณกว่า 1,447 ล้านบาท มาใช้ในโครงการดังกล่าว ยังเหลืองบฯที่รอการอนุมัติก่อนวันที่ 30 ก.ย.อีกกว่า 3,412 ล้านบาท มีหลักสูตรที่ผ่านการรับรองจากสถาบันคุรุพัฒนาทั้งสิ้น 1,460 หลักสูตร มีครูลงทะเบียนอบรมหลักสูตร 591,635 ที่นั่ง จากครูในระบบทั้งหมด 311,091 คน ในจำนวนนี้ลงทะเบียนสำเร็จ 202,870 คน ซึ่งในรุ่นแรกนี้จะเริ่มอบรมตั้งแต่ 20 ก.ค.-30 ก.ย.นี้ ใน 838 หลักสูตร (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ส.ค.จากสำนักพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพค.)
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการพัฒนาครูครบวงจรรูปแบบใหม่ ครูจะได้เลือกสมัครเข้าอบรมในหลักสูตรที่ตรงกับความต้องการเพื่อพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง และไม่กระทบหรือทำให้ครูต้องละทิ้งห้องเรียน แม้ตอนนี้ครูจะมีข้อร้องเรียนส่งเข้ามามากมาย ไม่ว่าจะเป็น โครงการนี้ทำให้ทุจริต มีเงินทอนให้ครู หรือมีหน่วยจัดมาติดต่อผู้บริหารจัดคอร์สอบรมเสร็จแล้วพาไปเที่ยว แจ้งอบรมรุ่นละ 100 คนแต่เวลาจัดอบรมจริงกลายเป็น 800 คน รวมถึงการอบรมไม่มีคุณภาพ ซึ่งกรณีทั้งหมดได้มอบให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องลงไปตรวจสอบแล้ว หากพบว่ามีปัญหาจริงจะไม่ปล่อยไว้อย่างแน่นอน
“คอร์สต่างๆที่จัดให้ครูได้เลือกมีของดีมากถึง 90%อย่าเพิ่งไปกังวล การช้อปปิ้งคอร์ส เป็นธรรมชาติของระบบกลไกตลาดย่อมมีทั้งของดีและไม่ดี ครูในฐานะลูกค้าจะตอบคำถามเหล่านี้เอง ซึ่งผมได้สั่งการให้มีการจัดเรตติ้งคอร์สต่างๆไว้ การทำงานในรุ่นแรกอาจมีปัญหาบ้างก็แก้ไขกันไป แต่มีเสียงสะท้อนว่ามาถูกทางเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งรุ่นที่ 2 ปีงบฯ 2561จะเข้มข้นขึ้นให้อยากให้ครูที่สอนวิชาหลักเข้าอบรมครูตามสาขามากขึ้น แต่ยังเปิดกว้างให้ครูเช่นเดิมและจะแบล็กลิสต์หลักสูตรที่ไม่มีคุณภาพ”
หากปฏิรูปการศึกษา การพัฒนาครู แล้วประโยชน์ไปไม่ถึงเด็กและครู การดำเนินการต่างๆ ก็คงไม่มีความหมาย!!!!
นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่ออีกว่า ที่กำลังทำคือการปรับรูปแบบพัฒนาครูประจำการกว่า 4 แสนคนทั่วประเทศ และเชื่อมโยงกับเส้นทางความก้าวหน้าทางวิชาชีพ หรือ เกณฑ์วิทยฐานะใหม่ที่ให้ครูต้องพัฒนาตัวเองอย่างน้อย 12-20 ชั่วโมงต่อปี ผ่านคูปองคนละ 10,000 บาทต่อปี เพราะอดีต “การอบรมครู” ทำกระจัดกระจายตั้งงบประมาณพัฒนาไว้สูงถึงปีละ 2 หมื่นล้านบาท แต่กลายเป็นว่าคนอยู่พื้นที่ห่างไกลเข้าไม่ถึงหลักสูตรอบรม ผู้จัดอบรม วิทยากร ผู้อบรมก็หน้าเดิมๆ ทว่าหลังจากนี้ครูได้มีโอกาสเลือกการพัฒนาครูจะส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนได้อย่างแท้จริง ใช้งบฯปีละ 4 พันล้านบาท
ขณะที่ ครูสอนภาษาไทยรายหนึ่งในกรุงเทพฯ บอกว่า เลือกสมัครอบรมหลักสูตรการพัฒนาส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนภาษาไทย” ใช้เวลาอบรม 1 วันซึ่งผ่านการอบรมไปไม่นานนี้ ส่วนตัวรู้สึกพอใจเพราะจำนวนคนอบรมไม่มากประมาณ 30 คน ทำให้วิทยากรดูแลให้คำแนะนำได้ทั่วถึง ต่างจากแต่ก่อนเวลาที่ได้รับมอบหมายไปอบรมคนเข้าร่วมจะเยอะมากหลักร้อยคน สงสัยหรืออยากถามอะไรก็ทำได้ยาก ดังนั้น ในภาพรวมการให้ครูได้เลือกเองว่าจะอบรมอะไร เพื่อพัฒนาตนเองเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม กว่าจะได้อบรมก็เจอปัญหาไม่ต่างกับคนอื่นๆ เช่น ระบบการลงทะเบียนไม่ค่อยสมบูรณ์ การเลือกวิชาที่จะอบรม เนื่องจากมีหลักสูตรเยอะมาก แม้จะมีคำอธิบายแต่หลายหลักสูตรก็มีความคล้ายกัน ถ้าเป็นไปได้อยากให้มีการจัดกลุ่มตามสาระวิชา ยังมีเรื่องค่าอบรมที่บางหลักสูตรค่อนข้างสูง 5-6 พันบาท หรือกรณีการเบิกเงินค่าอบรม ที่บางคนต้องสำรองไปก่อน อีกเรื่องคือ สถานที่จัดอบรมที่ค่อนข้างไกล ถ้าเป็นไปได้รุ่นถัดไปอยากเสนอให้เพิ่มสถานที่จัดมากขึ้น
ด้าน นางเกศทิพย์ ศุภวานิช ผู้อำนวยการ สพค. สพฐ. กล่าวว่า ปัญหาของครูที่พบมี ทั้งลืมรหัสการลงทะเบียน กรอกอีเมล์ผิด การสำรองเงินส่วนตัวจ่ายล่วงหน้าแต่ถูกยกเลิกเพราะลงทะเบียนไม่ทันเบิกคืนได้หรือไม่ เหล่านี้ถามกันเข้ามามาก ที่ผ่านมาได้จัดสพฐ.สัญจร ไปในจุดใหญ่ๆเช่น กรุงเทพฯ พิษณุโลก รวมถึงวิดีโอคอนเฟอร์เร้นส์ผ่าน obec channel รวบรวมคำถามและชี้แจงแนวทางแก้ปัญหา ถึงตอนนี้คำถามต่างๆลดลงไปมากตรงนี้สะท้อนว่าครูได้รับฟังมีความเข้าใจและไม่มีคำถามเพิ่มเติม ทั้งนี้ในการเบิกจ่ายเงินครูต้องมีใบเสร็จยื่นเป็นหลักฐานให้แก่ทางเขตพื้นที่ฯ แม้จะสำรองจ่ายไปก่อนก็ตาม หากเงินอบรมเหลือก็ต้องส่งคืน ตรงนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตได้ และเชื่อว่าคงไม่มีครูคนไหนทุจริต ส่วนกรณีเงินทอนครูนั้น สพฐ.ได้ตั้งทีมกฎหมายลงไปตรวจสอบ มีการทำหนังสือถึงหน่วยจัดอบรมเอกชนให้ชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งการอบรมยังไม่เกิดขึ้นเป็นในลักษณะการพูดคุยผ่านไลน์ว่าจะลดการอบรมจาก 4 วันเหลือ 2 วันให้เงิน 2,000 บาท เท่ากับเหลือเงิน 8,000 บาทแต่เขียนใบเสร็จ 10,000 บาท ตรงนี้ส่อเจตนาทำผิดเงื่อนไขหลักเกณฑ์
“สพค.ได้วางระบบการประเมินผลเริ่มตั้งแต่ 1.ครูประเมินหน่วยจัดอบรม ซึ่งต้องประเมินตามจริงเพราะจะช่วยสะท้อนคุณภาพหลักสูตร การบริหารจัดการ 2.ผอ.โรงเรียน ประเมินครูหลังผ่านไป 3 สัปดาห์ดูว่าครูมีการต่อยอดความรู้ที่ได้รับไปสู่ห้องเรียน พัฒนาผู้เรียนหรือไม่ ขณะเดียวกัน ผอ.โรงเรียนต้องประเมินด้วยว่าหน่วยจัดอบรมมีการติดตามผลผู้เข้ารับอบรมหรือไม่ แม้จะจบคอร์สอบรมแต่ยังต้องมีการติดตามประเมินผลต่อเนื่อง”นางเกศทิพย์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การติดตามอาจมีหลายรูปแบบทั้งลงพื้นที่ หรือออนไลน์ เพื่อให้คำแนะนำแก่ครู นอกจากนี้ ครูต้องสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หรือ Professional Learning Community : PLC ที่ให้ครูมาร่วมแชร์ประสบการณ์ความรู้ร่วมกันเพื่อพัฒนาคุณภาพการสอนสู่เด็ก รวมถึงพัฒนาวิชาชีพครูผ่านคุณภาพเด็กด้วย ตรงนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรในโรงเรียนที่สำคัญ และในอนาคตจะทำให้ สพฐ.มีระบบฐานข้อมูลครูที่เข้ารับการอบรมทั่วประเทศ.
ขอบคุณเนื้อหาและข้อมูลข่าวจาก :: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันที่ 14 สิงหาคม 2560 เวลา 06:35 น.